7เทคนิคการเลือกเครื่องช่วยฟัง
เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังและมีผลทดสอบการได้ยินมาแล้ว 7สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยินและการใช้งานในชีวิตประจำวันมีดังต่อไปนี้
1. ฟิตติ้ง เรนจ์ (Fitting Range)
ฟิตติ้ง เรนจ์ คือพื้นที่สีเทาเข้มในภาพประกอบด้านล่าง หากนำผลทดสอบการได้ยินมาพล็อตแล้วค่าทั้งหมดอยู่ในบริเวณสีเทาเข้ม นั่นแสดงว่าเครื่องช่วยฟังรุ่นนี้มีความดังเหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยินที่พล็อตลงไปโดยผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังจะเป็นผู้กำหนด ฟิตติ้ง เรนจ์ ของเครื่องแต่ละรุ่น

จากภาพจะแสดงให้เห็นผลทดสอบการได้ยินของ หูซ้าย(น้ำเงิน) และหูขวา(แดง) อยู่ในพื้นที่สีเทาเข้มทั้งหมด
7เทคนิคการเลือกเครื่องช่วยฟัง
เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังและมีผลทดสอบการได้ยินมาแล้ว 7สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยินและการใช้งานในชีวิตประจำวันมีดังต่อไปนี้
1. ฟิตติ้ง เรนจ์ (Fitting Range)
ฟิตติ้ง เรนจ์ คือพื้นที่สีเทาเข้มในภาพประกอบด้านล่าง หากนำผลทดสอบการได้ยินมาพล็อตแล้วค่าทั้งหมดอยู่ในบริเวณสีเทาเข้ม นั่นแสดงว่าเครื่องช่วยฟังรุ่นนี้มีความดังเหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยินที่พล็อตลงไปโดยผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังจะเป็นผู้กำหนด ฟิตติ้ง เรนจ์ ของเครื่องแต่ละรุ่น

จากภาพจะแสดงให้เห็นผลทดสอบการได้ยินของ หูซ้าย(น้ำเงิน) และหูขวา(แดง) อยู่ในพื้นที่สีเทาเข้มทั้งหมด
2. จำนวนแชนแนล (Number of Channel)
หลังจากเลือกรุ่นที่มีความดังเหมาะสมได้แล้ว การปรับเครื่องก็มีความสำคัญเช่นกัน ในอดีตการปรับเครื่องใช้ไขควงเป็นตัวปรับซึ่งมีความละเอียดต่ำ ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์จึงมีความละเอียดและความแม่นยำสูง ผลที่ได้คือคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ทั้งนี้จำนวนแชนแนลที่มีอยู่ในเครื่องแต่ละรุ่นจะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการปรับ หากมีมากก็สามารถปรับเสียงได้ละเอียดมากขึ้น
จากภาพด้านล่างแสดงให้เห็นเครื่องช่วยฟังรุ่นที่มีจำนวนแชนแนลมากๆ จะมีปุ่มในการปรับอัตราการขยายเสียงมากถึง20ปุ่ม ในส่วนของเส้นกราฟสีแดงคือฟิตติ้ง เคิร์ฟ (Fitting Curve)ที่จะแสดงอัตราการขยายเสียงของเครื่องช่วยฟังในแต่ละช่วงความถี่ โดยอัตราการขยายเสียงนี้จะถูกกำหนดโดยเส้นกราฟสีดำที่เรียกว่าทาเก็ต เกน (Target Gain) ซึ่งทาเก็ต เกนจะถูกคำนวณโดยซอฟต์แวร์จากการที่ป้อนผลทดสอบการได้ยินเข้าไปเพื่อกำหนดอัตราการขยายเสียงในแต่ละช่วงความถี่ให้สอดคล้องกับการสูญเสียการได้ยินนั้นๆ

กล่าวโดยรวมคือยิ่งเส้นกราฟสีแดง(Fitting Curve)ทับซ้อนกับเส้นกราฟสีดำ(Target Gian)มากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะเสียงในแต่ละช่วงความถี่จะไม่ดังเกินไปจนรำคาญหรือเบาเกินไปจนไม่ได้ยิน ส่งผลให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี
3. จำนวนไมโครโฟน (Number of Microphone)
โดยทั่วไปเครื่องช่วยฟังจะมีไมโครโฟนที่ทำหน้าที่รับเสียงเพียง1ตัวเท่านั้น หมายความว่าไมโครโฟนจะรับเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงทุกทิศทางโดยไม่สามารถแยกทิศทางของเสียงได้ซึ่งเหมาะที่จะใช้งานสภาวะแวดล้อมทั่วไป แต่ในบางสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวนเยอะเช่นในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าที่มีเสียงดังแล้วผู้ใช้เครื่องช่วยฟังต้องการสื่อสารกับคู่สนทนาที่อยู่ด้านหน้า อาจทำให้จับใจความได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากเครื่องจะขยายเสียงที่มาจากทุกทิศทางจนอาจกลบเสียงที่มาจากคู่สนทนาที่อยู่ด้านหน้าได้ ในกรณีนี้เครื่องช่วยฟังที่มีไมโครโฟน2ตัวจะช่วยได้
กล่าวคือการมีไมโครโฟนจำนวน2ตัววางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันและด้วยชิปคอมพิวเตอร์ของเครื่องช่วยฟังสมัยใหม่ทำให้เครื่องสามารถแยกแยะทิศทางของเสียงได้ โดยเครื่องจะทำการลดความดังของเสียงที่มาจากด้านหลังและด้านข้าง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความดังของเสียงที่มาจากด้านหน้า ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน ทั้งนี้แม้ว่าเครื่องจะมีไมโครโฟนจำนวน2ตัว แต่สามารถตั้งโปรแกรมการรับฟังเป็น2โปรแกรมได้ โดยโปรแกรม1ให้ไมโครโฟนทำงานตัวเดียวสำหรับสภาวะทั่วไป และโปรแกรม2ให้ไมโครโฟนทำงาน2ตัวสำหรับสภาวะที่มีเสียงรบกวนเยอะ

2. จำนวนแชนแนล (Number of Channel)
หลังจากเลือกรุ่นที่มีความดังเหมาะสมได้แล้ว การปรับเครื่องก็มีความสำคัญเช่นกัน ในอดีตการปรับเครื่องใช้ไขควงเป็นตัวปรับซึ่งมีความละเอียดต่ำ ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์จึงมีความละเอียดและความแม่นยำสูง ผลที่ได้คือคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ทั้งนี้จำนวนแชนแนลที่มีอยู่ในเครื่องแต่ละรุ่นจะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการปรับ หากมีมากก็สามารถปรับเสียงได้ละเอียดมากขึ้น
จากภาพด้านล่างแสดงให้เห็นเครื่องช่วยฟังรุ่นที่มีจำนวนแชนแนลมากๆ จะมีปุ่มในการปรับอัตราการขยายเสียงมากถึง20ปุ่ม ในส่วนของเส้นกราฟสีแดงคือฟิตติ้ง เคิร์ฟ (Fitting Curve)ที่จะแสดงอัตราการขยายเสียงของเครื่องช่วยฟังในแต่ละช่วงความถี่ โดยอัตราการขยายเสียงนี้จะถูกกำหนดโดยเส้นกราฟสีดำที่เรียกว่าทาเก็ต เกน (Target Gain) ซึ่งทาเก็ต เกนจะถูกคำนวณโดยซอฟต์แวร์จากการที่ป้อนผลทดสอบการได้ยินเข้าไปเพื่อกำหนดอัตราการขยายเสียงในแต่ละช่วงความถี่ให้สอดคล้องกับการสูญเสียการได้ยินนั้นๆ

กล่าวโดยรวมคือยิ่งเส้นกราฟสีแดง(Fitting Curve)ทับซ้อนกับเส้นกราฟสีดำ(Target Gian)มากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะเสียงในแต่ละช่วงความถี่จะไม่ดังเกินไปจนรำคาญหรือเบาเกินไปจนไม่ได้ยิน ส่งผลให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี
3. จำนวนไมโครโฟน (Number of Microphone)
โดยทั่วไปเครื่องช่วยฟังจะมีไมโครโฟนที่ทำหน้าที่รับเสียงเพียง1ตัวเท่านั้น หมายความว่าไมโครโฟนจะรับเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงทุกทิศทางโดยไม่สามารถแยกทิศทางของเสียงได้ซึ่งเหมาะที่จะใช้งานสภาวะแวดล้อมทั่วไป แต่ในบางสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวนเยอะเช่นในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าที่มีเสียงดังแล้วผู้ใช้เครื่องช่วยฟังต้องการสื่อสารกับคู่สนทนาที่อยู่ด้านหน้า อาจทำให้จับใจความได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากเครื่องจะขยายเสียงที่มาจากทุกทิศทางจนอาจกลบเสียงที่มาจากคู่สนทนาที่อยู่ด้านหน้าได้ ในกรณีนี้เครื่องช่วยฟังที่มีไมโครโฟน2ตัวจะช่วยได้
กล่าวคือการมีไมโครโฟนจำนวน2ตัววางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันและด้วยชิปคอมพิวเตอร์ของเครื่องช่วยฟังสมัยใหม่ทำให้เครื่องสามารถแยกแยะทิศทางของเสียงได้ โดยเครื่องจะทำการลดความดังของเสียงที่มาจากด้านหลังและด้านข้าง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความดังของเสียงที่มาจากด้านหน้า ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน ทั้งนี้แม้ว่าเครื่องจะมีไมโครโฟนจำนวน2ตัว แต่สามารถตั้งโปรแกรมการรับฟังเป็น2โปรแกรมได้ โดยโปรแกรม1ให้ไมโครโฟนทำงานตัวเดียวสำหรับสภาวะทั่วไป และโปรแกรม2ให้ไมโครโฟนทำงาน2ตัวสำหรับสภาวะที่มีเสียงรบกวนเยอะ

หลังจากรับทราบข้อมูลสำคัญทั้ง3ข้อด้านบนแล้ว รูปแบบของเครื่องช่วยฟังนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และในหลายกรณีผู้ใช้มักจะเลือกจากรูปแบบเป็นอันดับแรก โดยอาจไม่ทราบถึงข้อจำกัดต่างๆของเครื่องช่วยฟังในแต่ละรูปแบบ กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วเครื่องที่มีขนาดเล็กจะเหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินไม่มาก ส่วนเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินที่มากขึ้น ทั้งนี้เครื่องที่มีขนาดเล็กอุปกรณ์ที่อยู่ภายในจึงต้องเล็กตามไปด้วยจึงไม่สามารถขยายเสียงได้ดังพอสำหรับการสูญเสียการได้ยินที่มากได้
ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังสามารถแบ่งตามรูปแบบได้ดังภาพด้านล่าง โดยผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและความถนัดของแต่ละบุคคล
หลังจากรับทราบข้อมูลสำคัญทั้ง3ข้อด้านบนแล้ว รูปแบบของเครื่องช่วยฟังนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และในหลายกรณีผู้ใช้มักจะเลือกจากรูปแบบเป็นอันดับแรก โดยอาจไม่ทราบถึงข้อจำกัดต่างๆของเครื่องช่วยฟังในแต่ละรูปแบบ กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วเครื่องที่มีขนาดเล็กจะเหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินไม่มาก ส่วนเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินที่มากขึ้น ทั้งนี้เครื่องที่มีขนาดเล็กอุปกรณ์ที่อยู่ภายในจึงต้องเล็กตามไปด้วยจึงไม่สามารถขยายเสียงได้ดังพอสำหรับการสูญเสียการได้ยินที่มากได้
ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังสามารถแบ่งตามรูปแบบได้ดังภาพด้านล่าง โดยผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและความถนัดของแต่ละบุคคล

5. ฟังก์ชันเสริมต่างๆ
ในอดีตเครื่องช่วยฟังจะไม่มีฟังก์ชันเสริมอะไรมาก ทำได้เพียงนำแบตเตอรี่ใส่เครื่องและกดปุ่มเปิด-ปิดหรือเปลี่ยนโปรแกรมการรับฟังและปรับเสียงดังค่อยได้จากตัวเครื่องเท่านั้น ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังถูกพัฒนาจนจัดเป็น Internet of Things (IoT) และมีฟังก์ชันเสริมต่างๆที่ควรทราบดังนี้
- แอปพลิเคชันปรับเครื่องช่วยฟังบนโทรศัพท์มือถือ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเพิ่มหรือลดเสียง เปลี่ยนโปรแกรมการรับฟัง โดยไม่ต้องไปสัมผัสที่ตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กและยุ่งยาก
- บลูทูธ ช่วยเชื่อมต่อระหว่างเครื่องช่วยฟังกับโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ทำให้การรับฟังสะดวกและมีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ทั้งนี้โปรดตรวจสอบด้วยว่าต้องใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อใดๆเพิ่มหรือไม่
- แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ปัจจุบันมีเครื่องช่วยฟังจำนวนหลายรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ช่วยให้ความสะดวก ไม่ต้องยุ่งยากในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย โดยในบางรุ่นเครื่องชาร์จสามารถเป็น power bank ได้ในตัวและมีขนาดเล็กสะดวกในการพกพา
5. ฟังก์ชันเสริมต่างๆ
ในอดีตเครื่องช่วยฟังจะไม่มีฟังก์ชันเสริมอะไรมาก ทำได้เพียงนำแบตเตอรี่ใส่เครื่องและกดปุ่มเปิด-ปิดหรือเปลี่ยนโปรแกรมการรับฟังและปรับเสียงดังค่อยได้จากตัวเครื่องเท่านั้น ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังถูกพัฒนาจนจัดเป็น Internet of Things (IoT) และมีฟังก์ชันเสริมต่างๆที่ควรทราบดังนี้
- แอปพลิเคชันปรับเครื่องช่วยฟังบนโทรศัพท์มือถือ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเพิ่มหรือลดเสียง เปลี่ยนโปรแกรมการรับฟัง โดยไม่ต้องไปสัมผัสที่ตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กและยุ่งยาก
- บลูทูธ ช่วยเชื่อมต่อระหว่างเครื่องช่วยฟังกับโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ทำให้การรับฟังสะดวกและมีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ทั้งนี้โปรดตรวจสอบด้วยว่าต้องใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อใดๆเพิ่มหรือไม่
- แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ปัจจุบันมีเครื่องช่วยฟังจำนวนหลายรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ช่วยให้ความสะดวก ไม่ต้องยุ่งยากในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย โดยในบางรุ่นเครื่องชาร์จสามารถเป็น power bank ได้ในตัวและมีขนาดเล็กสะดวกในการพกพา

6. การลดเสียงรบกวนและการกำจัดเสียงหวีด (Noise Reduction and Feedback Cancellation)
เสียงรบกวนและเสียงหวีดเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ใช้เครื่องช่วยฟังเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีด้วยเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังระบบดิจิตอลในปัจจุบัน เสียงดังกล่าวได้ถูกลดทอนไปเป็นอย่างมาก
เสียงรบกวนแบ่งออกเป็น2ส่วนคือ
1.เสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่อง ในส่วนนี้ปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาแล้วเนื่องจากมีค่าที่ต่ำมาก(8-25 dB SPL) ซึ่งความดังระดับนี้แม้ผู้ที่มีการได้ยินปกติก็อาจจะไม่ได้ยิน
2.เสียงรบกวนที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมจริง เช่น เสียงแอร์ เสียงตู้เย็นเสียงลากเก้าอี้ เสียงช้อนส้อมกระทบกับจาน เสียงมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่เสียงตัวเอง เป็นต้น
เสียงเหล่านี้อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้เครื่องช่วยฟังได้ โดยเฉพาะเครื่องที่มีประสิทธิภาพต่ำที่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการขจัดปัญหาเหล่านี้ ในทางตรงข้ามหากเลือกใช้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็จะมีเทคโนโลยีต่างๆในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้เช่น Speech & Noise Management, SoundSmoothing, eWindScreen, EchoShield และ Own Voice Processing เป็นต้น ทั้งนี้เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับเครื่องช่วยฟังที่มีจำนวนแชนแนลหรือแบนด์มากๆ ส่งผลให้ระดับราคาค่อนข้างสูง
ในส่วนของเสียงหวีด ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังส่วนมากเป็นแบบดิจิตอลที่มีฟังก์ชัน Feedback Cancellation ทำให้เสียงหวีดมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก อย่างไรก็ดีเสียงหวีดอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงใส่หรือถอดเครื่องโดยไม่ปิดเครื่องก่อน เมื่อใส่เครื่องเข้าที่แล้วเสียงหวีดต้องไม่มี หากมีควรติดต่อผู้ให้บริการ
7. ยี่ห้อผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการ
มาถึงข้อสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าข้อใดๆคือยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังมีความหลากหลายมากขึ้นไม่จำกัดเฉพาะในยุโรปหรืออเมริกา โดยเฉพาะในเอเชียมีผู้ผลิตหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากส่งผลให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในแง่ของคุณภาพและราคาทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ดียี่ห้อผลิตภัณฑ์จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่บ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้าได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของผู้ให้บริการนั้นเนื่องจากเครื่องช่วยฟังเป็นสินค้าที่ต้องการการบริการหลังการขายสูงทั้งในส่วนการซ่อมและการดูแลระหว่างใช้งาน ดังนั้นจึงควรเลือกผู้ให้บริการที่ได้มาตราฐานและได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องข่วยฟังยี่ห้อนั้นๆ ตลอดจนการมีหน้าร้านและเข้าถึงได้ง่าย เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ
สุดท้ายนี้หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากบทความนี้เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการเลือกใช้เครื่องช่วยฟัง
เสียงรบกวนและเสียงหวีดเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ใช้เครื่องช่วยฟังเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีด้วยเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังระบบดิจิตอลในปัจจุบัน เสียงดังกล่าวได้ถูกลดทอนไปเป็นอย่างมาก
เสียงรบกวนแบ่งออกเป็น2ส่วนคือ 1.เสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่อง ในส่วนนี้ปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาแล้วเนื่องจากมีค่าที่ต่ำมาก(8-25 dB SPL) ซึ่งความดังระดับนี้แม้ผู้ที่มีการได้ยินปกติก็อาจจะไม่ได้ยิน 2.เสียงรบกวนที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมจริง เช่น เสียงแอร์ เสียงตู้เย็นเสียงลากเก้าอี้ เสียงช้อนส้อมกระทบกับจาน เสียงมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่เสียงตัวเอง เป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้เครื่องช่วยฟังได้ โดยเฉพาะเครื่องที่มีประสิทธิภาพต่ำที่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการขจัดปัญหาเหล่านี้ ในทางตรงข้ามหากเลือกใช้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็จะมีเทคโนโลยีต่างๆในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้เช่น Speech & Noise Management, SoundSmoothing, eWindScreen, EchoShield และ Own Voice Processing เป็นต้น ทั้งนี้เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับเครื่องช่วยฟังที่มีจำนวนแชนแนลหรือแบนด์มากๆ ส่งผลให้ระดับราคาค่อนข้างสูง
ในส่วนของเสียงหวีด ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังส่วนมากเป็นแบบดิจิตอลที่มีฟังก์ชัน Feedback Cancellation ทำให้เสียงหวีดมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก อย่างไรก็ดีเสียงหวีดอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงใส่หรือถอดเครื่องโดยไม่ปิดเครื่องก่อน เมื่อใส่เครื่องเข้าที่แล้วเสียงหวีดต้องไม่มี หากมีควรติดต่อผู้ให้บริการ
7. ยี่ห้อผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการ
มาถึงข้อสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าข้อใดๆคือยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังมีความหลากหลายมากขึ้นไม่จำกัดเฉพาะในยุโรปหรืออเมริกา โดยเฉพาะในเอเชียมีผู้ผลิตหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากส่งผลให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในแง่ของคุณภาพและราคาทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ดียี่ห้อผลิตภัณฑ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้าได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของผู้ให้บริการนั้นเนื่องจากเครื่องช่วยฟังเป็นสินค้าที่ต้องการการบริการหลังการขายสูงทั้งในส่วนการซ่อมและการดูแลระหว่างใช้งาน ดังนั้นจึงควรเลือกผู้ให้บริการที่ได้มาตราฐานและได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องข่วยฟังยี่ห้อนั้นๆ ตลอดจนการมีหน้าร้านและเข้าถึงได้ง่าย เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ
สุดท้ายนี้หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากบทความนี้เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการเลือกใช้เครื่องช่วยฟัง
